วันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2552

อุทยานแห่งชาติภูกระดึง



.อุทยานแห่งชาติภูกระดึง อยู่ในท้องที่อำเภอภูกระดึง จังหวัดเลย ประกอบด้วยภูเขา ที่มีธรรมชาติอันสวยสดงดงาม ที่ราบบนยอดภูกระดึงมีสังคมพืชเป็นสังคมของพืชเมืองหนาว ได้แก่ ป่าสนสองใบ ป่าสนสามใบ ป่าต้นเมเปิล (ไฟเดือนห้า) และพันธุ์ไม้ดอกที่สวยงาม เช่น กุหลาบป่า ม้าวิ่ง เอื้องคำหิน ดอกม่วนดักหงาย เป็นต้น ตลอดจนมีธรรมชาติ บรรยากาศ และทิวทัศน์ที่สวยงามหลายแห่ง มีเนื้อที่ประมาณ 348.12 ตารางกิโลเมตร หรือ 217,576.25 ไร่
• ลักษณะภูมิประเทศ ของภูกระดึง
• สภาพทั่วไปของอุทยานแห่งชาติภูกระดึง เป็นภูเขาหินทรายที่มีพื้นที่ราบบนยอดเขากว้างใหญ่สลับกับเนินเตี้ย ๆ ยอดสูงสุดคือ ภูกุ่มข้าว สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,350 เมตร เป็นแหล่งกำเนิดของลำน้ำพอง ซึ่งหล่อเลี้ยงเขื่อนอุบลรัตน์และเขื่อนหนองหวาย ในจังหวัดขอนแก่น ยอดภูกระดึงประกอบไปด้วยป่าสนสลับป่าก่อและทุ่งหญ้า มีพันธุ์ไม้ดอก ไม้ใบ ขึ้นอยู่ทั่วไปตามบริเวณน้ำตก ลำธาร และลานหิน ซึ่งธรรมชาติได้สร้างสรรค์ไว้อย่างสวยงามยิ่ง
• พันธุ์ไม้และสัตว์ป่า บนภูกระดึง
• ป่าไม้ในเขตอุทยานแห่งชาติภูกระดึงมีหลายชนิด เช่น ป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ป่าดงดิบเขา และป่าสนเขา มีพันธุ์ไม้ต่าง ๆ ได้แก่ เต็ง รัง พลวง แดง มะค่า ยมหอม มะเกลือ ตะแบก สมอ รกฟ้า พญาไม้ สนสามพันปี จำปีป่า ทะโล้ เมเปิ้ล สนสองใบ และสนสามใบ ก่อชนิดต่าง ๆ ใน ทุ่งหญ้ามีพันธุ์ไม้ดอกที่สวยงาม ออกดอกบานสะพรั่งสลับกันไปตามฤดูกาล เช่น กุหลาบป่า เทียนน้ำ มณเฑียนทอง แววมยุรา กระดุมเงิน เทียมภู ส้มแปะ เง่าน้ำทิพย์ ดาวเรืองภู หยาดน้ำค้าง และกล้วยไม้ ซึ่งบางชนิดชอบขึ้นตามลานหิน ได้แก่ ม้าวิ่ง เอื้องคำหิน ส่วนไม้พื้นล่างมีเฟิร์น มอส โดยเฉพาะ ข้าวตอกฤาษี ซึ่งเป็นมอสขนาดใหญ่สวยงามที่สุดและมีอยู่เป็นจำนวนมาก
ภูกระดึงได้ชื่อว่าเป็นแหล่งที่มีสัตว์ป่าอาศัยอยู่อย่างชุกชุมเนื่องจากลักษณะภูมิประเทศประกอบไปด้วยป่าไม้ ทุ่งหญ้าและลำธาร ซึ่งเป็นแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์ สัตว์ป่าภูกระดึงมีหลายชนิด เช่น ช้าง เสือโคร่ง หมีควาย เลียงผา เก้ง กวาง หมูป่า ชะนี บ่าง พญากระรอก หมาไน ส่วนนกชนิดต่าง ๆ ที่พบเห็นได้แก่ นกกางเขนดง นกจาบกินอกลาย นกกระทาทุ่ง นกพญาไฟใหญ่ นกขมิ้นดง และมีเต่าชนิดหนึ่งซึ่งหาได้ยาก คือ เต่าปูลู หรือ “เต่าหาง” เป็นเต่าที่หางยาว อาศัยอยู่ตามลำธารในป่าเขาระดับสูงของประเทศไทย กัมพูชา และลาว
ที่มา : http://www.oceansmile.com/E/Leo/LeaForest3.htm

เที่ยวบางแสน


ชายหาดบางแสน
เป็นชายหาดที่มีชื่อเสียง เป็นที่รู้จักในหมู่นักท่องเที่ยวมาช้านาน อยู่ห่างจากตัวเมืองชลบุรีประมาณ 13 กิโลเมตร มีบริเวณหาดทรายยาวประมาณ 2.5 กิโลเมตร กว้าง 50-200 เมตร ประกอบด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบถ้วน ทั้งสถานที่พัก, บังกะโล, ห้องอาบน้ำจืด, ร้านอาหารทะเล และอุปกรณ์กีฬาทางน้ำ เช่น เรือกล้วย, สกู๊ตเตอร์, ห่วงยาง, จักรยานเช่า ปัจจุบันหาดบางแสนได้รับการปรับปรุงให้มีความเหมาะสมทั้งด้านทัศนียภาพริมหาด, การจัดระเบียบหาด, การรักษาความสะอาด และการควบคุมราคาสินค้าให้ได้มาตราฐาน เพื่อสร้างบรรยากาศการท่องเที่ยว ให้เป็นที่นิยมอย่างไม่เสื่อมคลาย
ถนนเลียบชายหาดซึ่งได้รับการปรับปรุงใหม่ ทำให้สวยงาม และเป็นระเบียบมากขึ้น เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการ วิ่งออกกำลังกาย หรือถีบจักรยานเล่น ชมวิวตลอดชายหาด ซึ่งสองข้างทางปัจจุบันจะมีต้นมะพร้าวตลอดแนว ให้ร่มเงา และความร่มรื่นแม้ในเวลากลางวัน ชายหาดบางแสนจึงเป็นอีกสถานที่ ที่น่าสนใจในวันหยุด ห่างจากกรุงเทพไม่มาก ใช้เวลาเดินทางราว 1 ชั่วโมง
ที่มา : http://www.moohin.com/059/059h002.shtml

อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า

อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า
ลักษณะภูมิประเทศ
สภาพภูมิประเทศโดยทั่วไปเป็นเทือกเขาสลับซับซ้อน ประกอบด้วยยอดภูเขาที่สำคัญคือ ภูแผงม้า ภูขี้เถ้า ภูลมโล ภูหินร่องกล้า โดยมีภูลมโลเป็นยอดเขาที่สูงที่สุด สูงประมาณ 1 ,664 เมตรจากระดับน้ำทะเล เทือกเขาเหล่านี้จะมีความสูงลดหลั่นลงไปจากด้านทิศตะวันออกไปทางทิศตะวันตก และ เป็นแหล่งกำเนิดของแม่น้ำลำธารหลายสาย เช่น ห้วยลำน้ำไซ ห้วยน้ำขมึน ห้วยออมสิงห์ ห้วยเหมือดโดน และห้วยหลวงใหญ่

ลักษณะภูมิอากาศ

ภูหินร่องกล้ามีสภาพภูมิอากาศคล้ายภูกระดึงและภูหลวงเนื่องจากมีความสูงไล่เลี่ยกันอากาศจะหนาวเย็นเกือบตลอดปี โดยเฉพาะในฤดูหนาวอุณหภูมิจะต่ำมากประมาณ 0-4 องศาเซลเซียส มีหมอกคลุมทั่วบริเวณ ส่วนฤดูร้อนอากาศจะเย็นสบายฝนตกชุกในฤดูฝน อุณหภูมิเฉลี่ยทั้งปี ประมาณ 18-25 องศาเซลเซียส

พันธุ์ไม้และสัตว์ป่า
อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ปกคลุมไปด้วยป่าไม้ 3 ชนิด คือ ป่าเต็งรัง ป่าดิบเขา และป่าสนเขา ป่าเต็งรังเป็นป่าที่ขึ้นในพื้นที่ระดับต่ำบริเวณเชิงเขา พื้นที่เป็นดินที่ขาดความอุดมสมบูรณ์และค่อนข้างแห้งแล้ง พันธุ์ไม้ที่พบได้แก่ เต็ง รัง พยอม เหียง ตะคร้อ พลวง ฯลฯ ส่วนป่าดิบเขาจะขึ้นในบริเวณเขาสูง ซึ่งมีปริมาณน้ำฝนค่อนข้างมาก อากาศชื้น เป็นป่ารกทึบ พันธุ์ไม้ที่พบเห็นทั่วไป ได้แก่ ก่อเดือย ก่อหัวหมู อบเชย ทะโล้ ส่วนไม้พื้นล่าง ได้แก่ หวาย ปาล์มชนิดต่าง ๆ สำหรับ ป่าสนเขาเป็นป่าบนที่ราบหลังภู มีสนสองใบและสนสามใบขึ้นปะปนกัน ส่วนใหญ่เป็นสนสองใบ บางแห่งอยู่รวมกันเป็นป่าสนกว้างใหญ่

นอกจากนี้ยังพบกล้วยไม้ป่าดอกไม้ป่าหลายชนิดขึ้นอยู่ตามลานหิน เช่น ม้าวิ่ง เอื้องตาหิน เอื้องคำหิน เอื้องสายสามสี ช้องนางคลี่ เหง้าน้ำทิพย์ กุหลาบขาว กุหลาบแดง ฟองหิน รวมทั้งมอส เฟิร์น ไลเคนล์ และตะไคร่ชนิดต่างๆซึ่งในช่วงปลายฤดูฝนต่อฤดูหนาวดอกไม้ป่าเหล่านี้จะออกดอกบานสะพรั่งมีสีสันงดงาม

ในอดีตภูหินร่องกล้า เคยมีสัตว์ป่าหลายชนิด เช่น เสือ กวาง เก้ง กระจง นกชนิดต่าง ๆ ครั้นต่อมาเมื่อกลายเป็นแหล่งอาศัยของคนจำนวนมาก และยังเคยเป็นสมรภูมิแห่งการสู้รบมาก่อน สัตว์ป่าต่าง ๆ จึงถูกล่าเป็นอาหาร ในปัจจุบันเหตุการณ์ต่าง ๆ สงบลง จึงมีสัตว์ป่าขนาดใหญ่ เช่น เสือ เก้ง กระจง หมี และนกหลายชนิดเข้ามาอาศัยอยู่มากขึ้น
ที่มา : http://www.thaiforestbooking.com/np_home.asp?lg=1&npid=86

วันพุธที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2552

สีสันบันเทิงสด

ช่อง 3 ส่งรายการ “ สีสันบันเทิง...สด” รายงานข่าวบันเทิงสดๆ จันทร์ - ศุกร์ ทุกเที่ยงยี่สิบ เริ่มออกอากาศกันไปแล้วกับรายการ “สีสันบันเทิง...สด” รายการที่บอกเล่าเรื่องราวความเคลื่อนไหวในแวดวงบันเทิงทั้งไทยและเทศ โดยมี 2 พิธีกรสาว “มิ้นท์ อลิสดา โลหะบุตร” และ “เจิน วรัญญา เจริญพรศิริสุข” จากสีสันบันเทิงภาคค่ำ ซึ่งมาทำรายการสดเป็นครั้งแรก และ “หนุ่มแชมป์ พีรพล เอื้ออารียกุล” พิธีกรชายหน้าเดี่ยวผู้ช่ำชองรายการสดจาก “ทันโลกกีฬา” มาอัพเดตข่าวบันเทิงจากฮอลลีวู้ด โดยออกอากาศทุกวันจันทร์ - วันศุกร์เวลา 12.20 น. โดยทั้ง 3 พิธีกรได้เปิดใจหลังจากเริ่มออกอากาศไปเพียงวันเดียว โดยเริ่มจากมิ้นท์ได้กล่าวว่า “เป็นครั้งแรกที่จัดรายการสด เราสองคนเชี่ยวเรื่องข้อมูลเพราะอ่านข่าวสีสันบันเทิงภาคค่ำอยู่แล้ว แต่การเป็นรายการสดเรียกว่ายังเป็นน้องใหม่มาก ก็ได้คุณแชมป์นี่แพละที่ช่วยสอนเรื่องมุมกล้อง การตัดภาพ เขาช่วยเล่าประสบการณ์ให้ฟัง เรื่องการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า” ส่วนหนูเจินกล่าวเสริมว่า “เป็นครั้งแรกของเจินเหมือนกัน ตื่นเต้นมาก ก็อย่างที่พี่แชมป์บอกว่าอย่าไปคิดมากมีคนนั่งดูเราอยู่ เจินก็พยายามอย่างดีที่สุดค่ะ ขอกำลังใจจากผู้ชมด้วยค่ะ” ส่วนหนุ่มแชมป์ก็ได้บอกว่า “วันแรกก็ถือว่าทำได้ดีมากแล้วครับ น้องสองคนเขามืออาชีพแล้ว ผมแค่พยายามบอกถึงเสน่ห์ของการเป็นรายการสดมันก็อาจจะมีผิดพลาดแต่เราก็ต้องพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส รายการสดมีเสน่ห์ในตัวเองก็อยากให้ติดตามชมและติชมมาได้ครับ” รายการ “สีสันบันเทิง...สด” จะแบ่งเป็น 3 ช่วง โดยในช่วงแรกเป็นการบอกสถานการณ์ความเคลื่อนไหวในวงการบันเทิง กิจกรรมต่างๆของช่อง 3 ทั้งอยู่ในกระแสของผู้ชม ช่วงที่สองกับการกระเมาะเปลือกคนดังในแวดวงฮอลลีวู้ด รวมทั้งแฟชั่นสุดฮิต และช่วงสุดท้ายกับข่าวสารในแวดวงบันเทิงไทย ข่าวฮอตจากหนังสือพิมพ์ รวมทั้งสกู๊ปสนุกๆ จากตะลุยกองถ่าย ที่การันตีความสนุกจากเจ้ตะลุยเจ้าเก่าพบกับ “สีสันบันเทิง...สด” ทุกวันจันทร์ - วันศุกร์ เวลา 12.20 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3

ที่มา ; http://www.yimsiam.com/club/board/topicRead.asp?wbID=jern-jern&id=000003

เทคนิคการเรียนให้เก่ง

เทคนิคการเรียนให้เก่ง
พูดถึงเรื่องเรียน ใครๆ ก็อยากเก่งกันทุกคน แต่คงมีหลายคน ที่อาจจะท้อแท้กับการเรียน นักวิชาการและนักวิจัยต่างๆ ได้ทำการสำรวจและวิจัย พบว่าเทคนิคการเรียนต่างๆ จากหลายๆคนแตกต่างกันไป ก็เลยนำมาเสนอให้เพื่อนๆ ที่สนใจได้อ่านด้วย เราไปดูกันดีกว่าว่า การเรียน เก่ง เขามีเทคนิคอะไร ยังไงจากการวิจัยและวิเคราะห์ของนักแนะแนวการศึกษาและนักจิตวิทยาหลายคนพบว่า ผู้ที่เรียนไม่ค่อยประสบความสำเร็จหรือเรียนแบบไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ ได้แก่ผู้ที่มีลักษณะดังนี้
1.เป็นคนที่มักละทิ้งงานไว้ก่อนก่อนจึงค่อยทำ เมื่อถึงนาทีสุดท้าย
2.เสียสมาธิ หันเห ความสนใจไปจากการเรียนได้โดยง่าย
3.เมื่อทำงานที่ยากๆ จะสูญเสียความสนใจ หรือขาดความมานะ พยายามนั่นเอง
4.มักใช้เรื่องของการสอบ เป็นเครื่องกระตุ้นการเรียน
5.ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีตารางการทำงานอย่าวงสม่ำ

การเรียนที่มีประสิทธิภาพควรมีลักษณะดังนี้
1.ควรมีตารางเรียนและทำงานตรงตามเวลาที่กำหนดอย่างสม่ำเสมอ
2.ทำงานในระยะเวลาที่ไม่นานนักและควรมีการหยุดพักผ่อน
3.ไม่ปล่อยงานค้างไว้จนวินาทีสุดท้าย
4.ควรตั้งสมาธิให้แน่วแน่ ไม่เสียสมาธิง่าย
5.อย่าใช้การสอบเป็นแรงจูงใจในการอ่านหนังสือ
6.ควรอ่านหนังสือก่อนเข้าห้องเรียนตามสมควร
7.เข้าฟังการบรรยาย สัมมนาแล้วควรกลับไปอ่านทบทวน
8.พยายามอย่าละเลยวิชาที่ยากกว่าวิชาอื่นๆ
9.ควรมีความรู้ในการใช้บริการห้องสมุดด้วยเป็นดี
10.ปรับปรุงคำบรรยาย ที่จดจากห้องเรียนให้กระชับ กะทัดรัดและเข้าใจง่าย
11.พยายามทำให้การเรียนเป็นเรื่องที่น่าสนใจ และสนุกสนานกับมัน
12.ควรมีแรงกระตุ้นกับมันและไม่ควรทำงานหนักเกินไปในวันหยุด
13.เมื่อพยายามปฏิบัติทุกข้ออย่างสม่ำเสมอก็จะทำให้เรียนได้ดี

วิธีการเรียนให้เก่ง
1.ฝึกสังเกต สังเกตในสิ่งที่เราเห็น หรือสิ่งแวดล้อม เช่น ไปดูนก ดูผีเสื้อ หรือในการทำงาน การฝึกสังเกตจะทำให้เกิดปัญญามาก โลกทรรศน์ และวิธีคิด สติ - สมาธิ จะเข้าไปมีผลต่อการสังเกต และสิ่งที่สังเกต
2.ฝึกบันทึก เมื่อสังเกตอะไรแล้วควรฝึกบันทึก โดยจะวาดรูปหรือ บันทึกข้อความ ถ่ายภาพ ถ่ายวีดิโอ ละเอียดมากน้อยตามวัยและ ตามสถานการณ์การบันทึกเป็นการพัฒนาปัญญา
3.ฝึกการนำเสนอต่อที่ประชุม กลุ่ม เมื่อ มีการทำงานกลุ่ม เรา ไปเรียนรู้อะไรมาบันทึกอะไรมา จะนำเสนอให้เพื่อนหรือครูรู้เรื่อง ได้อย่างไร ก็ต้องฝึกการนำเสนอการนำเสนอได้ดีจึงเป็นการพัฒนา ปัญญาทั้งของผู้นำเสนอและของกลุ่ม
4.ฝึกการฟัง ถ้ารู้จักฟังคนอื่นก็จะทำให้ฉลาดขึ้น โบราณเรียกว่า เป็นพหูสูตบางคนไม่ได้ยินคนอื่นพูด เพราะหมกมุ่นอยู่ในความคิด ของตัวเองหรือมีความฝังใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่งจนเรื่องอื่นเข้าไม่ได้ ฉันทะ สติ สมาธิ จะช่วยให้ฟังได้ดีขึ้น
5.ฝึกปุจฉา - วิสัชนา เมื่อมีการนำเสนอและการฟังแล้ว ฝึกปุจฉา - วิสัชนา หรือถาม - ตอบ ซึ่งเป็นการฝึกใช้เหตุผล วิเคราะห์ สังเคราะห์ ทำ ให้เกิดความแจ่มแจ้งในเรื่องนั้นๆ ถ้าเราฟังครูโดยไม่ถาม - ตอบ ก็ จะไม่แจ่มแจ้ง
6.ฝึกตั้งสมมติฐานและตั้งคำถาม เวลาเรียนรู้อะไรไปแล้ว เรา ต้องสามารถตั้งคำถามได้ว่า สิ่งนี้คืออะไร สิ่งนั้นเกิดจากอะไร อะไรมีประโยชน์ ทำอย่างไรจะสำเร็จประโยชน์อันนั้น และมีการ ฝึกการตั้งคำถาม ถ้ากลุ่มช่วยกันคิดคำถามที่มีคุณค่าและมีความ สำคัญ ก็จะอยากได้คำตอบ
7.ฝึกการค้นหาคำตอบ เมื่อมีคำถามแล้วก็ควรไปค้นหาคำตอบ จากหนังสือ จากตำรา จากอินเตอร์เน็ต หรือไปคุยกับคนเฒ่าคน แก่ แล้วแต่ธรรมชาติของคำถาม การค้นหาคำตอบต่อคำถามที่ สำคัญจะสนุก
ที่มา ; http://sericu.exteen.com/20080916/entry

บุญบั้งไฟ

บุญบั้งไฟ...ประเพณีขอฝนชาวอีสานในเดือนหก
เมื่อย่างเข้าสู่เดือนหกหรือเดือนพฤษภาคมในแต่ละปี ชาวไทยจะมีประเพณีสำคัญหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นงานบุญวันวิสาขบูชา พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เป็นต้น ซึ่งหนึ่งในประเพณีที่ขาดไม่ได้ คือ งานบุญบั้งไฟของชาวอีสาน ที่ได้จัดขึ้นเป็นประจำทุกๆปีในเดือนแห่งการเริ่มต้นฤดูฝนนี้
ที่มาของบุญบั้งไฟนี้มีหลายความเชื่อ บ้างเล่าว่า ณ บนสวรรค์ชั้นฟ้ามีเทพบุตรนามว่า วัสสกาลเทพบุตร เป็นผู้มีหน้าที่ตกแต่งน้ำฟ้าน้ำฝน กล่าวกันว่าฝนจะตกหรือไม่ก็อยู่ที่เทพบุตรองค์นี้เป็นสำคัญ หากใครทำถูกทำชอบ ปฏิบัติดี ท่านก็จะบันดาลให้ฝนฟ้าตก ใครทำไม่ถูกไม่ชอบ ท่านก็ไม่ส่งฟ้าฝนมาให้ และสิ่งที่ วัสสกาลเทพบุตร โปรดคือการบูชาด้วยไฟ ดังนั้น มนุษย์จึงทำบั้งไฟ และจุดบั้งไฟขึ้นไปบูชาท่าน เพื่อขอให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล และได้กลายมาเป็นประเพณีทำบุญบั้งไฟสืบต่อมาจนทุกวันนี้
ส่วนอีกความเชื่อหนึ่งก็ว่า การจัดงานบุญบั้งไฟขึ้นมานั้น เป็นเสมือนการส่งข่าวหรือ บอกข่าวแก่ พระยาแถน (พระยาแถน หรือ ผีฟ้าผีแถน คือ เทพผู้ให้เกิดเป็นดิน เป็นฟ้า เป็นฝน ในความเชื่อของชาวอีสาน) ซึ่งมีหน้าที่ให้น้ำฝนแก่มนุษย์โลก เพื่อให้ทราบว่าขณะนี้เกิดความแห้งแล้งขึ้นแล้ว และมวลมนุษย์ทั้งหลายกำลังเดือดร้อนเรื่องการขาดแคลนน้ำ ดังนั้น การส่งบั้งไฟขึ้นไป จึงเป็นการสื่อสารระหว่างมนุษย์ กับ พระยาแถน หรือผีฟ้าผีแถน จากความเชื่อที่กล่าวมา นอกจากนี้ ชาวอีสานยังมีตำนานที่เกี่ยวเนื่องด้วยการแห่บั้งไฟอื่นๆอีก เช่น ตำนานเรื่องพระยาคันคาก ตำนานเรื่องท้าวผาแดงนางไอ่ เป็นต้น
วิธีทำบั้งไฟ เขาจะทำโดยการนำเอาดินประสิว หรือ ภาษาอีสาน เรียกว่า ขี้เจีย มาคั่วผสมกับถ่านตำให้แหลก เรียกว่า หมื่อ เมื่อได้หมื่อแล้ว ก็เอาหมื่อใส่กระบอกไม้ไผ่ตำให้แน่นแล้วเจาะรู โดยอาจะทำเป็นบั้งไฟหมื่นบั้งไฟแสน (บั้งไฟที่มีน้ำหนักดินปืน ๑๒ และ ๑๒๐ กิโลกรัมตามลำดับ) ซึ่งว่ากันว่าทั้งสองอันเป็นแบบฉบับของจรวด หรือไม่ก็อาจทำในรูปบั้งไฟพลุ (คือ บั้งไฟที่จุดเพื่อให้เกิดเสียงดัง ยิ่งดังมากเท่าไรยิ่งดี) หรือทำเป็นหมากไฟดอกไม้ ซึ่งทั้งสองอย่างหลังนี้ เขาว่าเป็นต้นตำรับของลูกระเบิดในปัจจุบันนั่นเอง บั้งไฟนี้ใครอยากจะทำแบบไหนก็สุดแท้แต่ความพอใจ เมื่อเสร็จแล้วก็ประดับตกแต่งบั้งไฟของตนให้ดูสวยสดงดงาม
ครั้นถึงวันรวมบั้งไฟ (หรือภาษาอีสานเรียกว่า วันโฮม) ชาวบ้านก็จะมารวมกันที่วัด พร้อมจัดขบวนแห่ไปรอบๆเมือง โดยในขบวนจะมีทั้งชายและหญิงร่ายรำและร้องเล่นกันไปตลอดเส้นทางที่ขบวนผ่าน ซึ่งเนื้อเพลงที่นำมาร้องนั้น บางครั้งอาจจะมีเนื้อหาสาระออกนัยเป็นสองแง่สองง่ามอยู่บ้าง แต่คนส่วนใหญ่จะไม่ถือสาด้วยคิดว่าเป็นการร้องเล่นเพื่อความสนุกสนาน
สำหรับคืนวันรวมบุญบั้งไฟนั้น บางชุมชนก็จะจัดให้มีการเส็งกลอง (การเส็งกลอง คือ การประกวดหรือตีกลองแข่งกัน) โดยแต่ละหมู่บ้านอาจจะแข่งกันเอง หรืออาจจะเชิญหมู่บ้านใกล้เคียง หรือผู้ที่สนใจมาร่วมแข่งขันด้วยก็ได้ การตัดสินแพ้ชนะขึ้นอยู่กับเสียงกลองว่าใครดังกว่าผู้อื่น ก็เป็นฝ่ายชนะ
ในรุ่งขึ้นชาวบ้านก็จะพากันไปทำบุญตักบาตร ถวายอาหารพระภิกษุสงฆ์ เมื่อถวายภัตตาหารเช้าเสร็จแล้ว เจ้าของบั้งไฟทั้งหลายก็จะนำบั้งไฟของตนออกมาแห่ไปรอบๆอีกครั้ง ชาวบ้านที่ได้เห็นก็จะพากันมารอดูการจุดบั้งไฟ หากบั้งไฟของใครพุ่งขึ้น ก็จะช่วยกันหามแห่เจ้าของไปรอบๆ ส่วนบั้งไฟของใครพุ่งลงหรือไม่ติดก็จะถูกจับโยนลงโคลนเป็นที่สนุกสนาน และเมื่องานเลิกแล้ว พวกที่เป็นเจ้าของบั้งไฟที่ขึ้นก็จะไปฟ้อนรำขอข้าวของเงินทองเรียกว่า นำฮอยไฟ
ประเพณีบุญบั้งไฟ นอกจากจะเป็นประเพณีที่สำคัญและเป็นหนึ่งในฮีตสิบสองที่ชาวอีสานถือว่าต้องปฏิบัติเพื่อให้เกิดความผาสุกและความอุดมสมบูรณ์แล้ว ยังมีส่วนช่วยให้เกิดความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวในชุมชน และยังเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาของบรรพบุรุษในอดีตอีกด้วย
ทีมา : http://www.culture.go.th/study.php?&YY=2548&MM=5&DD=10

เป็นต่อ

เป็นต่อ ละครแนวซิทคอม ในมุมมองของคนโสดรุ่นใหม่ที่กำลังแสวงหาคู่และเส้นทางการเดินทางของชีวิต เรื่องราววุ่น ๆ ของนายเป็นต่อ พนักงานฝ่ายขายของนิตยสารรายเดือน สำหรับคนเมืองหลวง เป็นต่อ (ชาคริต แย้มนาม) ไม่ใช่ศิลปินสติเฟื่อง และไม่ต้องการโดดเด่นเป็นดารา เขาต้องการแค่มีชีวิตที่เรียบง่ายและมั่นคง เขาต้องการแค่เป็นพนักงานฝ่ายขายเหมือนพนักงานอีกหลายหมื่นหลายแสนคนในกรุงเทพฯ แต่ความต้องการอันสมถะเรียบง่ายของเขานั้น กลับไม่เคยเป็นอย่างที่เขาต้องการ
เป็นต่อ หนุ่มวัย 27 ปี อาศัยอยู่ในคอนโดมิเนียมห้องที่ 1375 กับน้องสาว พอใจ (พิมพ์มาดา บริรักษ์ศุภกร) ที่เพิ่งจบมหาวิทยาลัยมาหมาด ๆ ต่างคนต่างมี ความรักและห่วงใยกัน แต่เนื่องจากวัยที่ไม่ใกล้และไม่ไกลกันนัก การแสดงความรักและความเป็นห่วงกันจึงกลายเป็นเรื่องที่ยากไปความเป็นห่วงซึ่ง กันและกัน จึงกลายเป็นอุปสรรคของการดำเนินชีวิตของอีกฝ่ายหนึ่ง และที่สำคัญ คนสนิทของพอใจ ซึ่งพอใจให้ความเคารพนับถือเป็นอย่างมาก และ คอยให้คำปรึกษากับพอใจคือ ทิพย์ (มยุริญ ผ่องผุดพันธ์) แฟนเก่าของเป็นต่อ สาวเจ้าระเบียบธรรมะธัมโมที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับเป็นต่อ เพราะเธอรู้ลีลาของเป็นต่อ ทุกกระบวนท่า อีกทั้งยังมี ก๊อบ (ธงธง มกจ๊ก) กระเทยใจกล้าพนักงานทำความสะอาดคอนโด ที่คอยสอดส่องเรื่องราวต่างๆของพวกเขาตลอดเวลา อีกทั้งยังมีเพื่อน ๆ ร่วมงานที่บริษัท ทั้งพี่ยม (เจี๊ยบ เชิญยิ้ม) ฝ่ายศิลป์จอมเพี้ยน, วอก (กิตติ เชี่ยววงศ์กุล) รุ่นน้องฝ่ายพิสูจน์อักษรจอมไฮเปอร์, พี่อู๊ด (แอ๊ด เชิญยิ้ม) รุ่นพี่คอลัมน์นิสต์จอมทะเล้น , พี่หมอน (ผอูน จันทรศิริ) ผู้จัดการปากกรรไกร ที่พร้อมใจกันสร้างปัญหาให้พนักงานฝ่ายขายอย่างเขา ต้องเป็นผู้คอยตามแก้ตลอด รวมไปถึงมีร้านอาหารกึ่งผับที่ประจำของพวกเป็นต่อ ที่ซ่องสุมทั้งความวุ่นวายและปัญหาที่แก้ไม่รู้จักหมด ทั้ง เจ๊มิ้นท์ (วิชุดา พินดั้ม) สาวเซ็กซี่เจ้าของร้านและ จวบ (สร้อย สารคาม) บ๋อยปากเสียที่พร้อมจะเพลียถ้าทะเลาะด้วย ถ้าจะมีคำถามซักข้อที่เป็นต่อจะถาม ก็คงจะถามว่า เขาจำเป็นต้องเป็นคนช่วยเหลือคนอื่นไป อย่างนี้อีกนานเท่าไหร่ คำตอบที่ได้ ก็คือ คงต้องเป็นต่อไปเรื่อย ๆ เรื่องราวของละครเรื่องนี้ โดยรวมจะพูดถึงชีวิตของคนโสด และเสน่ห์ของความเป็นโสด ทั้งความสนุก ความเหงา การออกเดทและการแสวงหา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคู่หรือความมั่นคง

ออกอากาศ ทุกวันพฤหัสบดี เวลา 23.00 ทางช่อง 3

ที่มา : http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%AD